ค่ายแคลิฟอร์เนียเตรียมเขย่าวงการไฮเปอร์คาร์ด้วยผลงานใหม่ ตั้งธง “ปราบ” คู่แข่งชั้นนำของโลกด้วยพลัง 2000 แรงม้า และฝีเท้าลิ่วเกิน 434 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งจัดเป็นไฮเปอร์คาร์ที่พลังแรงจัดจ้าน แต่การผลิตขายนั้นต้องเป็นไปตามคำสั่งซื้อเท่านั้น
ค่าย Trion SuperCars แห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ ตั้งสมญาให้ Trion Nemesis RR ว่า “Predator Mode” (โหมดนักล่า) ส่วนหนึ่งเพื่อสะท้อนเป้าหมายในการใช้พลังปราบคู่แข่งชั้นนำของโลกอย่าง Bugatti Veyron Grand Sport Vitesse, Koenigsegg One:1 และ Hennessey Venom F5
ค่ายแคลิฟอร์เนียมีแผนผลิตไฮเปอร์คาร์รุ่นนี้จำนวนจำกัด และจะผลิตตามคำสั่งซื้อเท่านั้น (ภาพประกอบเป็นรุ่นคอนเซ็ปต์ ไม่ใช่รุ่นผลิตจำหน่าย)
โครงสร้างแบบชิ้นเดียว (Monocoque) ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์เช่นเดียวกับไฮเปอร์คาร์ส่วนใหญ่ ขณะชิ้นส่วนบอดี้ส่วนใหญ่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์เช่นกัน ส่งผลให้มีความแข็งแกร่งสูงและน้ำหนักเบา
ส่วนห้องโดยสาร 2 ที่นั่งกว้างขวาง ช่วยให้ผู้สูงระดับ 190 ซม.นั่งได้สะดวกสบาย การดีไซน์เรียบง่ายสะอาดตา ขณะที่ตกแต่งหรู พร้อมอุปกรณ์สะท้อนไฮเทค โดยใช้จอข้อมูลและหน้าปัดสั่งงานระบบดิจิตอล พร้อมฟังก์ชันเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และห้องเก็บของด้านหลัง กว้างพอรองรับถุงกอล์ฟหรือกระเป๋าเดินทางได้ ทำให้เจ้าของซูเปอร์คาร์รุ่นนี้ ไม่จำเป็นต้องซื้อรถอีกคันสำหรับไปเล่นกอล์ฟหรือเดินทางไกล
ขุมพลังจัดวางไว้กึ่งกลางด้านหลัง เป็นเครื่องอะลูมิเนียมเบนซิน V8 ทวินเทอร์โบ 9.0 ลิตร ตั้งเป้าให้ปั๊มกำลังได้ 2000 แรงม้า หากกำลังทำได้จริงตามเป้าที่ตั้งไว้ ซูเปอร์คาร์รุ่นนี้จะเป็นยานยนต์ใช้บนถนนได้ตามกฎหมาย มีกำลังมากที่สุดในโลก พร้อมระบบเกียร์ เป็นชุดกึ่งอัตโนมัติ (Sequential Manual Transmission) 8 สปีด ส่งกำลังสู่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ
ส่วนระบบเบรกใช้ชุดดิสก์คาร์บอนเซรามิก พร้อมคาลิเปอร์หน้า 6 สูบ และคาลิเปอร์หลัง 4 สูบ
ด้านอัตราเร่งจาก 0-96 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใช้เวลาเพียง 2.8 วินาที และทำความเร็วได้สูงสุดมากกว่า 434 กิโลเมตร/ชั่วโมง สมรรถนะดังกล่าว ไม่ใช่สถิติเร็วที่สุดในโลก
ทั้งนี้ ค่าย Hennessey Performance แห่งรัฐเทกซัส สหรัฐ ตั้งเป้าไว้ว่า Hennessey Venom F5 เป็นเจเนอเรชั่นที่ 2 ที่จะจำหน่ายปลายปี 2016 จะทำความเร็วสูงสุดได้ 467 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ค่ายแคลิฟอร์เนียจำกัดการผลิตไฮเปอร์คาร์รุ่นนี้ไว้เพียง 50 คัน โดยเปิดรับออเดอร์แล้วทางเว็บไซต์ Trion.com และกำหนดส่งมอบในอีก 1 ปี (เริ่มส่งมอบต้นปี 2016) ส่วนราคายังไม่ประกาศ ขณะสื่อต่างประเทศส่วนหนึ่งคาดว่า ราคาเริ่มต้นจะสูงกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (32 ล้านบาท)