เปิดรถรุ่นใหม่กันอย่างต่อเนื่องสำหรับค่ายฮอนด้า ล่าสุดเผยโฉมฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 5 เอสยูวีระดับพรีเมียม ด้วยดีไซน์ภายนอกที่ผสานความหรูหราและความแข็งแกร่งในทุกมิติ ภายในห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ด้วยเบาะนั่ง 3 แถว 7 ที่นั่ง พร้อมสร้างความต่างด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 1.6 ลิตร i-DTEC DIESEL TURBO กับระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีดแบบเกียร์ไฟฟ้าที่ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยสวิตช์ และเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตร DOHC i-VTEC พร้อมเกียร์ CVT ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก
มร.โนริอากิ อาเบะ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการประจำภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด และประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท เอเชี่ยน ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า “ประเทศไทยนับเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของฮอนด้า โดยเป็นฐานการผลิตและส่งออกยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของฮอนด้าในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย ทั้งยังเป็นตลาดที่สำคัญในภูมิภาคอีกด้วย และในครั้งนี้ ประเทศไทยจะเป็นประเทศแรกในภูมิภาคและเป็นประเทศที่สามของโลกต่อจากสหรัฐอเมริกาและแคนาดาที่เปิดตัวฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ นี้
ฮอนด้า ซีอาร์-วี เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่มีความสำคัญที่สุดรุ่นหนึ่งของฮอนด้า ด้วยการเป็นยนตรกรรมเอสยูวีที่ครองใจลูกค้าทั่วโลกมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยยอดขายสะสมกว่า 8.7 ล้านคัน โดยฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ จะทำการผลิตที่โรงงานของฮอนด้าที่จ.พระนครศรีอยุธยา และมีแผนการส่งออกรถซีอาร์-วี (CBU) และชิ้นส่วน (CKD Sets) รวม 75,000 คัน ภายในหนึ่งปี”
นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “นับตั้งแต่การเปิดตัว ฮอนด้า ซีอาร์-วี เจเนอเรชั่นที่ 1 เข้าสู่ประเทศไทยเมื่อปี 2539 ฮอนด้า ซีอาร์-วี นับเป็นโมเดลที่มีส่วนสำคัญในการสร้างกระแสความนิยมรถเอสยูวีให้เพิ่มขึ้นและกระจายความนิยมไปยังลูกค้าทุกกลุ่ม เพื่อเติมเต็มความต้องการของลูกค้าให้ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ ฮอนด้าจึงได้เปิดตัว ฮอนด้า เอชอาร์-วี และฮอนด้า บีอาร์-วี ซึ่งส่งผลให้ ฮอนด้า ก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดเอสยูวี ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่า 60% อีกทั้งทำให้ตลาดเอสยูวีเติบโตขึ้น และกลายเป็นฃเซ็กเมนต์ที่สำคัญของตลาดรถยนต์นั่งประเทศไทย ด้วยสัดส่วนกว่า 15% และในครั้งนี้ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 5 จะมาสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่รถเอสยูวีอีกครั้ง”
ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ มาพร้อมดีไซน์ใหม่รอบคันที่ให้ความรู้สึกหรูหรา แข็งแกร่งขึ้นในทุกมิติ โดดเด่นด้วยไฟหน้าและไฟท้ายใหม่แบบ LED สะกดทุกสายตาขณะขับขี่ด้วย Daytime Running Light เสริมความแข็งแกร่งด้วยกระจังหน้าแบบพรีเมียมได้รับการออกแบบด้วยเส้นสายที่เฉียบคม และล้ออัลลอย ดีไซน์สปอร์ตใหม่ สะท้อนความลงตัวในทุกมิติ
ภายในห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบายและเงียบยิ่งขึ้นในทุกการเดินทาง มาพร้อมเบาะนั่ง 3 แถว 7 ที่นั่ง และระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารแถว 2 และ 3 มอบความสะดวกสบายทุกอิริยาบถตลอดการเดินทาง หรูหราเหนือระดับด้วยแผงคอนโซลหน้าขนาดใหญ่ที่ตกแต่งด้วยเส้นสายลายไม้และวัสดุสี Piano Black ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกระดับพรีเมียม เบาะนั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมปุ่มปรับดันหลังไฟฟ้า 4 ทิศทาง
และระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ i-Dual Zone อีกทั้งเทคโนโลยีเพื่อการควบคุมอันล้ำสมัย อาทิ ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ซึ่งสามารถแสดงผลฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย เป็นต้น
ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ มาพร้อม 2 ขุมพลังขับเคลื่อนอัจฉริยะ ที่ได้รับการพัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม เครื่องยนต์ดีเซลใหม่ 1.6 ลิตร i-DTEC DIESEL TURBO 4 สูบ ให้กำลังสูงสุดถึง 160 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที ด้วยแรงบิดสูงสุดที่ 350 นิวตัน-เมตรที่ 2,000 รอบต่อนาที ซึ่งเทียบเท่ากับเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ ผสานการทำงานกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด เป็นระบบเกียร์ไฟฟ้าที่ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยสวิตช์ (Shift by Wire) ให้ทั้งอัตราเร่งและอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมสูงถึง 18.9 กิโลเมตร/ลิตร อีกทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนได ออกไซด์ในอัตราที่ต่ำเพียง 141 กรัม/กิโลเมตร (รุ่น DT E)
ส่วนเครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตร DOHC i-VTEC 4 สูบ ให้กำลังสูงถึง 173 แรงม้าที่ 6,200 รอบต่อนาที ด้วยแรงบิดสูงสุดที่ 224 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ให้การตอบสนองที่ทันใจ พร้อมรองรับพลังงานทางเลือก E85
มาพร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม อาทิ ฝากระโปรงท้ายเปิด-ปิดอัตโนมัติแบบไฟฟ้าด้วยระบบแฮนด์ฟรี (Hands-free Power Tailgate) พร้อมควบคุมการเปิด-ปิดด้วยรีโมท และสามารถปรับระดับความสูงของการเปิดฝากระโปรงท้ายได้ตามต้องการ และเบาะนั่งที่สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับผู้โดยสารและการใช้งานที่หลากหลาย
มั่นใจในทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัย อาทิ ระบบตรวจจับความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ (Driver Attention Monitor) ผ่านการควบคุมพวงมาลัยและแจ้งเตือนผ่านหน้าจอ TFT พร้อมการสั่นเตือนที่พวงมาลัย ระบบเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ (Agile Handling Assist) ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) และระบบ Auto Brake Hold (Automatic Brake Hold) เป็นต้น
ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่น ด้วยราคาดังนี้ เครื่องยนต์ดีเซล รุ่น DT EL 4WD ราคา 1,699,000 บาทกับรุ่น DT E ราคา 1,549,000 บาท ส่วนเครื่องยนต์เบนซิน รุ่น 2.4 EL 4WD ราคา 1,549,000 บาท และรุ่น 2.4 E ราคา 1,399,000 บาท โดยมีให้เลือกทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีขาวออร์คิด (มุก) สีดำคริสตัล (มุก) สีเทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก) สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) และสีใหม่ คือ สีเขียวดาร์กโอลีฟ (เมทัลลิก)
หมายเหตุ: อุปกรณ์มาตรฐานแตกต่างกันในแต่ละรุ่น สีดาร์กโอลีฟ (เมทัลลิก) เฉพาะรุ่น DT EL 4WD และ 2.4 EL 4WD สำหรับสีขาวออร์คิด (มุก) เพิ่ม 12,000 บาท และสีดำคริสตัล (มุก) เพิ่ม 8,000 บาท
พบกับ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ได้ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38 ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม – 9 เมษายน 2560 และพบกับ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2560 สำหรับรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน และตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 สำหรับรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศหรือ www.honda.co.th/crv
ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่
ที่สุดแห่งยนตรกรรมเอสยูวีระดับพรีเมียม
ฮอนด้า ซีอาร์-วี ในทุกเจเนอเรชั่น ได้รับการพัฒนาเพื่อนำเสนอคุณค่าและเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์
ความต้องการที่หลากหลายของกลุ่มลูกค้าทั่วโลกที่เปลี่ยนไปจากรุ่นสู่รุ่นมาอย่างต่อเนื่อง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 5 ที่ทางทีมวิศวกรได้รับฟังความคิดเห็นและเสียงสะท้อนจากลูกค้า
ในทุกภูมิภาคทั่วโลก ทั้งจินตนาการและความคิดของพวกเขา รวมถึงความคาดหวังใหม่ๆ ใน ฮอนด้า ซีอาร์-วี
จากจุดนั้นทางทีมวิศวกร ก็ได้มุ่งมั่นในการวิจัยและพัฒนา เพื่อแปลงจินตนาการเหล่านั้นมาไว้ใน ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ เพื่อให้เป็นยนตรกรรมเอสยูวีที่จะมาสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาด SUV อีกครั้ง ทั้งในด้านภาพลักษณ์การออกแบบ สมรรถนะการขับขี่และฟังก์ชั่นการใช้งานที่ล้ำสมัย โดยยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของ ฮอนด้า ซีอาร์-วี แต่ในขณะเดียวกันก็ได้ทำการสร้างสรรค์ให้มีความแตกต่างจากรุ่นก่อนอย่างชัดเจน ด้วยปรัชญาที่เรียกว่า SHU-HA-RI
แนวคิดพัฒนาฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่
แนวคิดหลักของการพัฒนา ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 5 คือ การพัฒนาให้ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่
เป็นรถยนต์ที่จะมาสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดเอสยูวีอีกครั้ง ด้วย 3 แนวคิดหลัก ดังนี้
- เสริมจุดเด่นของฮอนด้าซีอาร์-วี
- เอกลักษณ์ของฮอนด้า ซีอาร์-วี ที่สะดวกสบายต่อการใช้งาน และตอบสนองการขับขี่ได้อย่างดีเยี่ยม
- พื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวางที่มาพร้อมขนาดตัวถังที่เหมาะสม
* Dynamic - ความปราดเปรียวของดีไซน์ภายนอกและสมรรถนะการขับขี่
- สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง
- ดีไซน์ภายนอก มาพร้อมภาพลักษณ์ที่โดดเด่นด้วยความแข็งแรงและปราดเปรียว
* Sophisticated ความหรูหราล้ำสมัยในทุกสัมผัส
- ฟังก์ชั่นและอุปกรณ์การใช้งานอันล้ำสมัย
- ดีไซน์ภายในที่พรีเมียมและเปี่ยมด้วยคุณภาพ
การออกแบบภายนอก
จากแรงบันดาลใจสู่ดีไซน์ใหม่รอบคัน ภายใต้แนวคิดหลัก “Modern Functional Dynamic” เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแรงและสปอร์ต แต่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราในทุกมิติ ตัวถังด้านหน้าได้ถูกออกแบบให้ยาวขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับหลักอากาศพลศาสตร์ โอเวอร์แฮงค์ด้านหลังสั้นลง และเพิ่มระดับความสูงของพื้นที่ใต้ท้องรถ อีกทั้งการออกแบบซุ้มล้อให้มีความสปอร์ต ขยายระยะฐานล้อให้ยาวขึ้น เพื่อมอบความกว้างขวางของพื้นที่เบาะหลังและสมรรถนะการขับขี่ที่เต็มเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ
ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ มาพร้อมกับดีไซน์ที่ได้รับการออกแบบบนพื้นฐานของรถยนต์สปอร์ตอเนกประสงค์
เสริมความโดดเด่นด้วยไฟหน้าและไฟท้ายใหม่แบบ LED สะกดทุกสายตาในทุกช่วงเวลากับไฟส่องสว่าง
สำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน (Daytime Running Light – DRL) เพิ่มความแข็งแกร่ง ดุดัน ด้วยกระจังหน้า
แบบโครเมียมที่ได้รับการออกแบบด้วยเส้นสายที่เฉียบคม สะท้อนความลงตัวในทุกมิติ
การออกแบบภายใน
ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิดหลัก “Urban BASE Beautility” เป็นคำผสมที่สร้างสรรค์ขึ้นมาจากคำว่า ความสวยงาม (Beauty) และ ความอเนกประสงค์ (Utility) ซึ่งเรานำมาใช้ในการออกแบบเพื่อให้ห้องโดยสารมาพร้อมความหรูหรา กว้างขวาง และเปี่ยมด้วยประโยชน์ใช้สอย ซึ่งฮอนด้า ซีอาร์-วี ถือเป็นรถยนต์สปอร์ตเอนกประสงค์ที่มีความโดดเด่นในเรื่องของพื้นที่ห้องโดยสารและพื้นที่ใช้สอยในทุกเจเนอเรชั่น
ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ มาพร้อมห้องโดยสารดีไซน์กว้างขวาง สะดวกสบายเหนือระดับกับครั้งแรกที่พัฒนาเบาะโดยสาร 3 แถว แบบ 7 ที่นั่ง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าชาวไทย โดยสะท้อนความหรูหราผ่านเบาะหนังสีดำ แผงคอนโซลด้านหน้าขนาดใหญ่ที่ตกแต่งเส้นสายด้วยลายไม้และวัสดุสี Piano Black อีกทั้งครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกระดับพรีเมียม อาทิ ระบบเกียร์ไฟฟ้าที่ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยสวิตช์ (Shift by Wire) มอบความสะดวกสบายในการเปลี่ยนเกียร์ขณะขับขี่
และมาพร้อมเบาะนั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมปุ่มปรับดันหลังไฟฟ้า 4 ทิศทาง ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ i-Dual Zone ระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารแถว 2 และ 3 อีกทั้งช่องเชื่อมต่อ USB ช่องเชื่อมต่อ HDMI และช่องจ่ายไฟสำรอง เพื่อความสะดวกสบายในการใช้งานของผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกตำแหน่ง
เทคโนโลยีล้ำสมัยสบายทุกการควบคุม
เริ่มที่ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay (เฉพาะสมาร์ทโฟนบางรุ่น) ควบคุมฟังก์ชั่นความบันเทิง พร้อมระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย (Bluetooth) มอบความสุนทรีย์ด้วยลำโพง 8 ตำแหน่ง ด้วยลำโพง 4 ตัว ซึ่ง 2 ตัวบริเวณประตูด้านหน้า อีก 2 ตัวบริเวณประตูด้านหลัง พร้อมกับทวีตเตอร์ จำนวน 4 ตัว ซึ่งติดตั้งบริเวณเสา A-Pillar 2 ตัว และอีก 2 ตัวที่บริเวณประตูด้านหลัง
ตามมาด้วยพวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่น พร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียง และปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ซึ่งสามารถแสดงผลฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย โดยสามารถเปลี่ยนข้อมูล และค้นหาตัวอักษรได้ง่ายด้วยปุ่มควบคุมบนพวงมาลัย พร้อมระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control System) กับระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Paddle Shift) และ ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ (One Push Ignition System) และระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ (Honda Smart Key System) รวมถึงระบบนำทางเนวิเกเตอร์ (Navigator System)
เครื่องยนต์ขับเคลื่อนอัจฉริยะ
ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ มาพร้อมนวัตกรรมการขับเคลื่อนอัจฉริยะเพิ่มทางเลือกที่หลากหลายทั้งเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล เพื่อสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง ให้อัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1.6 ลิตร i-DTEC DIESEL TURBO 4 สูบ ขนาด 1.6 ลิตร ได้รับการพัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม (Earth Dreams Technology) ให้กำลังสูงสุด 160 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที ด้วยแรงบิดสูงสุดที่ 350 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที ซึ่งเทียบเท่ากับเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่
และผสานการทำงานกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ให้ทั้งอัตราเร่งและอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมสูงถึง 18.9 กิโลเมตร/ลิตร* อีกทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอัตราที่ต่ำเพียง 141 กรัม/กิโลเมตร* (*รุ่น DT E) โดย เครื่องยนต์ i-DTEC DIESEL TURBO มีหลักสำคัญในการทำงานของเครื่องยนต์ ดังนี้
สมรรถนะการขับขี่ทรงพลัง
ระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ 2 จังหวะ (2-stage Turbocharger) ผสานการทำงานอย่างชาญฉลาด ด้วยการควบคุมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่รวดเร็วและแม่นยำเพื่อให้การตอบสนองทั้งกำลังแรงบิดและอัตราเร่งได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในทุกการขับขี่ ประกอบด้วยเทอร์โบชาร์จเจอร์ที่ทำงานในช่วงแรงดันสูง (High Pressure Turbo) และเทอร์โบชาร์จเจอร์ที่ทำงานในช่วงแรงดันต่ำ (Low Pressure Turbo) โดยจะทำงานร่วมกันตั้งแต่รอบต้นที่ต้องการอัตราเร่งเพื่อใช้ในการออกตัว ซึ่ง High Pressure Turbo มีการติดตั้ง Variable Geometry Turbocharger (VGT) เพื่อช่วยในการตอบสนองต่ออัตราเร่งที่รวดเร็วทันใจในช่วงรอบต้น ช่วยลดการสูญเสียกำลังของเครื่องยนต์โดยไม่จำเป็น อีกทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน
เมื่อต้องการอัตราเร่งในช่วงความเร็วสูง Low Pressure Turbo ที่ควบคุมการทำงานผ่าน Waste gate Type Turbocharger จะช่วยเสริมการทำงานเพื่อให้ได้กำลังและแรงบิดที่สูงขึ้นในการขับขี่ โดย High Pressure Turbo และ Low Pressure Turbo จะมีการสลับการทำงานในช่วงกลางที่ความเร็วคงที่ เมื่อระบบทำงานผสานกันจะให้ประสิทธิภาพเพื่อการเผาไหม้อย่างสูงสุด
การระบายความร้อนของไอดี (Intercooler) ระบบจะทำหน้าที่ระบายความร้อนของไอดีที่ถูกอัดมาจากการทำงานของเทอร์โบชารจ์เจอร์ซึ่งมีความร้อนสูงให้เย็นตัวลง ก่อนที่จะผ่านเข้าห้องเผาไหม้ ทำให้มวลอากาศโดยรวมเล็กลง เพื่อนำอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ได้ปริมาณที่มากขึ้น ทำให้การเผาไหม้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ระบบการจ่ายน้ำมันแบบรางร่วม (Common Rail) ระบบจะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับแรงดันน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อช่วยควบคุมแรงดันในรางให้เหมาะสม ด้วยการคำนวณรอบเครื่อง ปริมาณการฉีดน้ำมัน อุณหภูมิ และไอเสีย ทำให้การฉีดน้ำมันจากหัวฉีดทุกตัวมีความเสถียร และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอีกด้วย
ระบบหัวฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงแบบหลายจุด (Multi Injection) ระบบหัวฉีดน้ำมันจะทำงานแปรผันให้เหมาะสมกับรอบการทำงานของเครื่องยนต์ โดยจะคำนวณปริมาณและจังหวะในการฉีดน้ำมัน
กับการทำงานของรอบเครื่องในขณะขับขี่ให้ใช้เชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยในเรื่องอัตราประหยัดน้ำมันและลดการสั่นสะเทือนจากการทำงานของเครื่องยนต์
อัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม
ระบบหยุดการทำงานของเครื่องยนต์ในรอบเดินเบา (Idle Stop System) ระบบจะลดการทำงานของเครื่องยนต์ที่ไม่จำเป็น โดยเครื่องยนต์จะหยุดการทำงานโดยอัตโนมัติขณะที่รถจอดนิ่ง และระบบจะสตาร์ทเครื่องยนต์อีกครั้ง เมื่อปล่อยเบรกหรือเหยียบคันเร่งในกรณีที่ระบบ Brake Hold ทำงาน ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงและช่วยให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้น
เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ระบบหมุนเวียนไอเสีย (Exhaust Gas Recirculation System - EGR) ระบบหมุนเวียนไอเสียจะถูกควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความแม่นยำสูง เพื่อนำไอเสียกลับมาในระบบเผาไหม้อีกครั้ง เพื่อช่วยให้ไอดีมีอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการจุดระเบิด ทำให้เกิดการเผาไหม้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งลดการปล่อยมลพิษออกจากตัวรถและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ตัวกรองอนุภาคไอเสียดีเซล (Diesel Particulate Filter - DPF) ตัวกรองจะทำหน้าที่ดักจับเขม่าของน้ำมันที่ออกมากับไอเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าตัวกรองอากาศเขม่าทั่วไป ทำให้มั่นใจในการควบคุมการปล่อยไอเสียให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด
เครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว ที่พัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม (Earth Dreams Technology) ให้กำลังสูงสุด 173 แรงม้า ที่ 6,200 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดที่ 224 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับเกียร์อัตโนมัติ CVT เพื่อการตอบสนองได้ดั่งใจ พร้อมรองรับพลังงานทางเลือก E85
และระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ได้รับการออกแบบให้มีอัตราทดเกียร์ที่รองรับการใช้งานจริงในทุกสภาพการขับขี่ ด้วยอัตราทดเกียร์ที่มากขึ้นถึง 9 สปีด จะช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องยนต์ ให้อัตราเร่งที่ดีตั้งแต่การออกตัว ตอบสนองต่อการขับขี่และการเปลี่ยนเกียร์อย่างนุ่มนวล พร้อมช่วยลดเสียงรบกวนขณะขับขี่และให้การประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม
เมื่อต้องการกำลังในการเร่ง โดยผู้ขับขี่กดคันเร่งเพิ่ม ระบบจะคำนวณอัตราทดเกียร์เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์แบบก้าวกระโดดจากเกียร์ 9 มายังเกียร์ 5 และจากเกียร์ 7 มาเกียร์ 4 โดยไม่ต้องไล่ระดับ ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนเกียร์ 2 ระดับ หรือ 1 ระดับ รูปแบบอื่นๆ ด้วย ทั้งนี้ การเปลี่ยนเกียร์ในรูปแบบอื่นๆ ยังคงต้องอาศัยการทำงานที่ต่อเนื่อง ผ่านการไล่ระดับเกียร์เพื่อเปลี่ยนเกียร์ไปยังระดับที่ต้องการได้
ขณะเดียวกันระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ E-DPS ทำงานโดยเปลี่ยนการควบคุมการส่งกำลังไปยังล้อหลังด้วยระบบไฟฟ้า ตอบสนองการทำงานได้รวดเร็วพร้อมกับให้แรงบิดที่ล้อหลังสูงขึ้น อีกทั้งเพิ่มความแม่นยำของการปรับแรงบิดที่ล้อหน้าและล้อหลังให้สมดุล
ฟังก์ชั่นใช้งานใหม่รองรับไลฟ์สไตล์
ฝากระโปรงท้ายเปิด-ปิดอัตโนมัติด้วยระบบแฮนด์ฟรี (Hands-free Power Tailgate) พร้อมควบคุมการเปิด-ปิดด้วยรีโมท และสามารถปรับระดับความสูงของการเปิดฝากระโปรงท้ายได้ตามต้องการ
เบาะนั่งดีไซน์ใหม่ที่รองรับผู้โดยสารได้ถึง 7 ที่นั่ง มาพร้อมประตูข้างด้านหลัง ที่เปิดได้กว้างถึง 88 องศา มอบความสะดวกสบายในการเข้าออกของผู้โดยสาร โดยเบาะนั่งสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้ตามต้องการ (Foldable Seats) 4 รูปแบบ ได้แก่ 7-Seat Mode 5-Seat Mode Utility Mode และ Long Mode และช่องเก็บของคอนโซลกลาง ปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ 3 รูปแบบ (Flexible Center Console) ที่วางของด้านท้ายแบบ 2 ชั้น เพิ่มพื้นที่วางของได้ตามต้องการ
เทคโนโลยีความปลอดภัยเหนือระดับ
ระบบช่วยเตือนความเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Attention Monitor) ระบบจะตรวจจับความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ผ่านการควบคุมพวงมาลัย เมื่อพบว่าประสิทธิภาพในการควบคุมรถของผู้ขับขี่ลดน้อยลง ระบบจะแจ้งเตือนผ่านหน้าจอ TFT และเมื่อตรวจพบความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุจากความเหนื่อยล้า ระบบจะทำการสั่นเตือนที่พวงมาลัย
ระบบเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ (Agile Handling Assist - AHA) ระบบเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ (Agile Handling Assist – AHA) และระบบช่วยควบคุมการบังคับพวงมาลัย (Motion-Adaptive Electric Power Steering - MA - EPS) ให้การทรงตัวขณะขับขี่ที่ดีเยี่ยมทั้งในการเข้าโค้งหรือทางลาดชัน
ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) ช่วยลดจุดบอดในการมองเห็นของกระจกมองข้างด้านซ้าย โดยใช้กล้องจับภาพและแสดงผลผ่านหน้าจอขนาด 7 นิ้ว เพื่อการมองเห็นที่ไร้มุมอับ ให้ความปลอดภัยในทุกการขับขี่
ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake - EPB) เป็นระบบที่ใช้งานง่ายเพียงดึงสวิตช์ที่คอนโซลกลางขึ้นเมื่อต้องการใช้เบรกมือ และระบบจะคลายเบรกโดยอัตโนมัติ เมื่อเหยียบคันเร่ง (ระบบจะคลายเบรกในกรณีที่ผู้ขับขี่คาดเข็มขัดนิรภัยเท่านั้น)
ระบบ Auto Brake Hold (Automatic Brake Hold) เป็นระบบเบรกที่ช่วยป้องกันไม่ให้รถเคลื่อนตัว โดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้างไว้ เมื่อกดปุ่มให้ระบบทำงาน ระบบจะทำการหน่วงเบรกต่อโดยอัตโนมัติหลังจากเหยียบเบรกให้รถหยุดนิ่ง และระบบจะคลายเบรกโดยอัตโนมัติ เมื่อเหยียบคันเร่ง (ระบบจะคลายเบรกในกรณีที่ผู้ขับขี่คาดเข็มขัดนิรภัยเท่านั้น) ซึ่งระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ขับขี่ได้ผ่อนคลายจากอาการเมื่อยล้าในช่วงเวลาที่ต้องเหยียบเบรกค้างไว้เป็นเวลานาน เช่น ในสภาพการจราจรติดขัด เป็นต้น
ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (Vehicle Stability Assist – VSA) ช่วยป้องกันการลื่นไถลออกทางด้านข้าง และให้ความมั่นใจในระหว่างการขับ การเลี้ยว หรือการหยุด และให้การทรงตัวที่ดีของรถยนต์ในทุกทิศทาง
ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (Hill Start Assist – HSA) เมื่อรถยนต์จอดอยู่บนทางลาดชัน ระบบจะทำหน้าที่ในการป้องกันไม่ให้ตัวรถเคลื่อนที่ไปทางด้านหลังในจังหวะที่มีการปล่อยเท้าออกจากแป้นเบรก โดยการทำงานจะอาศัยหน้าที่ในระบบการทรงตัวเข้ามาควบคุมการรักษาแรงดันของน้ำมันเบรกเอาไว้ ทำให้รถสามารถหยุดนิ่งในตำแหน่งเดิมได้ประมาณ 1 วินาที ขณะที่มีการเคลื่อนย้ายเท้าจากเบรกมาที่คันเร่ง และช่วยให้การออกตัวมีความนุ่มนวลมากขึ้น
และสัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (Emergency Stop Signal – ESS) สัญญาณไฟฉุกเฉินจะทำงานเมื่อมีการเหยียบเบรกกะทันหัน เป็นการแจ้งเตือนรถที่ตามมาข้างหลัง และระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock)
กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-angle Rearview Camera) ตัวกล้องจะแสดงภาพทางมุมมองจากด้านบน มุมกล้อง130 องศา หรือมุมกล้อง180 องศา ในจังหวะที่เกียร์ถูกเปลี่ยนมาอยู่ในตำแหน่งเกียร์ถอยหลัง
ถุงลม 6 ตำแหน่ง ได้แก่ ถุงลมคู่หน้า Dual SRS ถุงลมด้านข้างคู่หน้าแบบอัจฉริยะ i-Side Airbag และม่านถุงลมด้านข้าง Side Curtain Airbags เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่น และจุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก (ISOFIX & Child Anchor) ถือเป็นมาตรฐานระดับสากลสำหรับการใช้เบาะที่นั่งเด็กในรถยนต์ มอบความสะดวกสบายและใช้งานง่ายโดยเบาะที่นั่งจะถูกยึดรั้งได้โดยไม่ต้องใช้เข็มขัดนิรภัยหรือตัวล็อกใดๆ
ปิดท้ายด้วยกระจกไฟฟ้านิรภัย 4 ตำแหน่ง กระจกไฟฟ้าสำหรับผู้โดยสารด้านหน้าและด้านหลังสามารถควบคุมการเปิด-ปิดได้โดยใช้แผงควบคุมที่ประตูด้านคนขับ พร้อมระบบนิรภัยป้องกันการหนีบทั้ง 4 ตำแหน่ง